50% ★ งานที่22 : กลัว

posted on 18 Nov 2009 21:55 by re-verse1108

50% ★
งานที่22 : กลัว

 

 

ดอกไม้ไฟก็สวยดี

เพียงแต่มันก็แค่นั้น...


ดอกไม้ไฟมักนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในงานเฉลิมฉลอง เป็นงานที่ควรจะมีแต่ความสุข ความยินดี และควรจะมีแต่รอยยิ้ม แต่ไม่ใช่สำหรับผม, ที่กำลังเงยหน้ามองดอกไม้ไฟหลากสีสันทั้งน้ำตา ผมไม่รู้ว่าน้ำตาของผมหมายถึงอะไร อาจจะเป็นเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง หรือหลายๆเหตุรวมกัน...คิดแล้วคิดอีก แต่ท้ายสุดก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้


เสียงเพลงที่ดังแว่วมาจากทางฝั่งที่จัดงานชวนให้ผมนึกถึงคืนก่อนหน้านี้ที่ยืนอยู่ข้างๆใครอีกคน เมื่อยี่สิบสี่ชั่วโมงที่แล้ว ผมยังมีมินโฮอยู่ข้างๆ แต่ตอนนี้กลับไร้วี่แววของใครคนนั้น


ผมก็แค่มั่นใจ...มั่นใจมากเกินไป จนลืมมองถึงความรู้สึกของมินโฮให้ลึกกว่านี้


ผมก็แค่มั่นใจว่าต่อให้เราสองคนจะอยู่ในสถานะอะไร ต่อให้ผมจะสนิทกับใครคนไหน...มินโฮก็จะยังเป็นมินโฮที่อยู่ข้างๆผมเสมอ แต่คนที่รอมาตลอดก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีขอบเขตของความอดทนที่จำกัด เหมือนนิทานจากหนังสือเล่มนึงที่ผมเคยอ่าน...ทหารธรรมดาๆที่หลงรักเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์


ผมหัวเราะแผ่วเบาให้เสียงสะท้อนก้องเสียดแทงตัวเองเมื่อนึกถึงนิทานเรื่องนั้น ทหารธรรมดาๆบอกรักเจ้าหญิงในคืนหนึ่ง ทว่าด้วยความที่สังคมไม่เปิดรับความรักระหว่างคนสองคนที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนเฉกเช่นเธอและเขา หากเจ้าหญิงยังคงมีความอาทรต่อทหารหนุ่มผู้นั้นไม่น้อย...เธอจึงกล่าวเอาไว้ว่า


“เพื่อแสดงถึงความมั่นคงในรักของท่าน หากท่านสามารถยืนอยู่ ณ ที่ตรงนี้ได้ถึงวันที่ 100...เราจะรับรักท่าน”


ณ ตรงนี้ ที่ว่าขององค์หญิงคือบนพื้นดินที่เมื่อเงยหน้าแล้วจะพบระเบียงห้องนอนของเธอ ทหารยศธรรมดาอย่างเขารับคำ ก่อนจะเริ่มต้นคืนนั้นเป็นคืนที่หนึ่ง....จนกลายเป็นหนึ่งสัปดาห์...หนึ่งเดือน แม้อากาศยามเที่ยงวันจะร้อนระอุเพียงใด ทหารผู้นั้นก็ยังคงยืนอยู่ที่ตรงนั้น และแม้อากาศยามค่ำคืนจะเหน็บหนาวสักเท่าไหร่ เขาก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น


หนึ่งสัปดาห์แรก...ที่เจ้าหญิงปรายตามองทุกครั้งที่ออกมาเดินเล่นรับลมยามราตรี


หนึ่งเดือนแรก...ที่เจ้าหญิงเริ่มรู้สึกเห็นอกเห็นใจในชายผู้นั้น


จนกระทั่งวันที่เก้าสิบเก้า...ที่เจ้าหญิงเริ่มรู้สึกได้ถึงความรักที่ตนเองมีต่อทหารผู้นั้น


ทว่าทหารพลผู้นั้นกลับไม่ได้ยืน ณ ตรงนั้นเหมือนเคยอีกแล้ว...


ผมนึกถึงตอนท้ายของนิทานเรื่องนี้ที่ไม่ได้มีบทสรุปที่แน่นอนให้กับตอนจบ มันคงคล้ายกันกับกรณีผมและมินโฮล่ะมั้ง แต่หากว่าวันนี้เป็นคืนที่เก้าสิบเก้า ผมคงจะแตกต่างจากเจ้าหญิงนิดหน่อย...ตรงที่เจ้าหญิงเข้าใจว่าเจ้าหญิงรักเพราะอะไร แต่ผมกลับยังไม่เข้าใจว่าผมรักมินโฮเพราะอะไร


รักเพราะความสงสาร
รักเพราะความผูกพัน
รักเพราะความเหงา
หรือรักเพราะอะไร?


ผมรู้ตัวว่าผมผิด...ที่ทำอะไรไม่ชัดเจน ปล่อยค้างทุกอย่างเอาไว้คาราคาซัง แต่นั่นก็เพราะผมไม่อยากให้มินโฮมาเสียใจทีหลังถ้าพบว่าผมไม่ได้รู้สึกอย่างที่มันรู้สึกกับผม เพราะความรักละเอียดอ่อน และเพราะผมยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจ และยังกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง


แต่ก็ไม่ใช่ว่ามินโฮไม่ผิดเสียสักหน่อยนี่...


ใช่, เราทั้งคู่ผิด แต่ต่างก็มีเหตุผลทั้งคู่เช่นเดียวกัน


ผมร้องไห้ และยิ่งร้องไห้หนักเมื่อย้อนนึกถึงคำพูดเมื่อคืนที่ผ่านมา


--ทำแบบนี้...ผมคงไม่ดีพอสำหรับคีย์แล้ว--


เสียงของมินโฮที่เคยฟังดูมั่นคงหายไป การล้ำเส้นนั้นง่ายนิดเดียวอย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆ ก็แค่ปัดเหตุและผลออกไป และหากมินโฮจะบังคับเขาต่อไปก็ย่อมทำได้ แต่เปล่าเลย, มินโฮกลับดึงเหตุและผลมาใส่ใจอีกครั้ง หรืออาจไม่ได้แม้แต่ละเลยมันไปแม้เสี้ยววินาทีก็เป็นได้...เพราะเนื้อความของคำพูด คือคำพูดของคนที่จงใจกระทำผิดด้วยความไม่เต็มใจ แค่อยากทำให้ตัวเองไม่ดีพอหรือไง? บ้าไปแล้วหรือไง?


ที่คิดอย่างนั้น, ผมไม่ได้จะเข้าข้างมินโฮ...แต่เพราะนั่นเป็นนิสัยของชเว มินโฮที่ผมรู้จักต่างหาก


มินโฮยังคงมีแก่ใจห่วงผมจนถึงวินาทีสุดท้ายตามคำบอกเล่าของจงฮยอน แม้จะมีประตูกั้นกลางทิ้งระยะห่างเอาไว้ให้ไกลกว่าเดิมก็ตาม หมอนั่นยังคงยืนอยู่เป็นเพื่อนผมจวบจนกระทั่งจงฮยอนมาถึง และยอมรับความผิดเหล่านั้นแต่โดยดีโดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือการสวนกลับใดๆ


ถ้ามินโฮเลวกว่านี้อีกหน่อย ผมคงจะพอตัดสินใจได้ง่ายขึ้น


แย่ว่ะ...


ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ


รู้สึกตัวอีกที, ช่วงเวลาที่ผมได้ครอบครองห้องเพียงคนเดียวนั้นยืดยาวได้หลายวันพอดูแล้ว อยู่คนเดียว นอนในห้องคนเดียว ดูโทรทัศน์คนเดียว อ่านหนังสือคนเดียว...ทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวตลอดระยะเวลานั้น ทุกอย่างดูผิดแปลกไปหมด โดยเฉพาะในช่วงสองสามวันแรกที่ความไม่คุ้นชินยิ่งทำให้ผมคิดถึงใครบางคน...


และทั้งที่เฟอร์นิเจอร์ในห้องก็เท่าเดิม...ขาดข้าวของเครื่องใช้ของใครบางคนไปไม่มากเท่าไหร่ แต่มันก็มากพอจะทำให้ห้องนี้ดูโล่งไปถนัดตา เช่นโต๊ะที่เคยมีหนังสือเศรษฐศาสตร์วางกองทับกันอยู่ โทรศัพท์มือถือที่เจ้าตัวชอบวางไว้บนหัวเตียง ชุดเสื้อผ้าตัวเก่งที่เคยแขวนเอาไว้ในตู้ รวมถึงแปรงสีฟันที่เคยวางอยู่ในแก้วใบเดียวกัน...


ทั้งที่แรกเริ่มเคยมีความคิดว่าถ้าได้อยู่ตัวคนเดียวน่าจะดีกว่านี้


แต่ตอนนี้...ผมกลับคิดว่าห้องมันกว้างเกินไปที่จะอยู่คนเดียว...


ผมคิดถึงมินโฮ


โทรศัพท์มือถือกลายเป็นนาฬิกาปลุกเจ้าประจำในช่วงเช้า แถมจะไปไหนมาไหนก็ต้องพึ่งจักรยาน ไม่ก็รถNGVที่นานๆจะโผล่มาสักคันนึง เข้าเรียนก็เข้าสายกว่าที่เคยเป็น...และถ้ายิ่งเป็นเซคบรรยายรวม ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กลายเป็นว่าต้องนั่งข้างๆกับจงฮยอนที่พยายามโดดเรียนตลอดเทอมที่ผ่านมา หรือถ้าวันไหนไม่มีจงฮยอน ผมก็ต้องนั่งกับคนอื่นๆสลับสุ่มกันไป...


พร้อมๆกับนิสัยขี้ลืมกลับมาหาผมอีกครั้ง อันที่จริงมันก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก เพียงแต่ตอนนี้ผมไม่มีคนคอยเตือนให้หยิบโน่นหยิบนี่เหมือนเคยแล้วต่างหาก นิสัยตื่นสายก็เหมือนกัน...รู้สึกว่าจะสายกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทำให้เวลาทานข้าวเช้าที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้วยิ่งน้อยลงกว่าเดิมเสียอีก ช่วงนี้เองก็ปวดท้องบ่อยๆ ดูเหมือนว่าโรคกระเพาะจะกลับมาหาผมอีกแล้วใช่ไหม...


นึกถึงทุกๆเช้าที่จะมีแซนวิชสองคู่อยู่ในมือ...


ผมเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่าผมไม่ได้รักตัวเอง แล้วมินโฮเหนื่อยกับการดูแลคนไม่รักตัวเองมากแค่ไหนนะ...อยากรู้จริงๆ


“กลับไปนอนก่อนมั้ยมึง...”


จงฮยอนบอกขณะวางมือบนไหล่เพื่อบอกว่ากำลังคุยกับผมอยู่ ผมส่ายหน้ายิกทั้งๆที่ยังนั่งฟุบหน้าลงกับโต๊ะ แขนทั้งสองข้างกอดตัวเองจนตัวงอ ทุกครั้งที่ความเจ็บจากแผลในกระเพาะอาหารแล่นริ้ว ผมหลับตาแน่นสะกดกลั้นความเจ็บปวดจนน้ำตาแทบไหล


“ไม่ไปหาหมอจริงเหรอวะ”


“ฮื่อ...” ผมตอบเสียงเบา “กินยาเดี๋ยวก็หาย”


“ก่อนอื่นมึงต้องกินข้าวไง...แก้ที่ต้นเหตุสิวะ”


“รู้แล้วหน่า...” ยังมีแก่ใจจะเถียงกัน แต่ผมก็ต้องนั่งขดตัวให้แน่นกว่าเดิมเมื่อรู้สึกปวดท้องอีกครั้ง ทรมานแทบขาดใจเลยว่ะ...


“อาจารย์ครับ ผมขออนุญาตพาคิบอมไปหาหมอ...มันปวดท้องจนหน้าซีดแล้วครับ” จงฮยอนที่อดรนทนไม่ไหวจำต้องลุกขึ้นยืนขออนุญาตอาจารย์ที่ยืนสอนอยู่หน้าห้อง เธออนุญาตให้ทั้งสองคนออกจากห้องแทบจะทันทีที่เห็นอาการของลูกศิษย์คนเก่งที่เริ่มมีน้ำตาซึมบริเวณปลายหางตานิดๆ


“ดื้อ...”


“อย่ามาว่ากูนะ...”


“ไม่สบายยังจะทำเก่ง”


“ก็บอกว่าอย่ามาว่ากูนะ...ฮือ”


ผมถือถุงยามือซ้าย ถุงข้าวมือขวา ส่วนกระเป๋าอยู่ที่ไหล่ของจงฮยอน ตาแดงๆฉ่ำน้ำตาหน่อยๆ ปากเบะๆเพราะเถียงกะจงฮยอนไม่สำเร็จ...สรุปโดยรวมได้ว่าสภาพผมในตอนนี้ไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่นัก ผมยืนมองจงฮยอนที่กำลังเซ็นชื่อขอเข้าหอพักอยู่ พอลงเวลาเข้าเสร็จเรียบร้อยมันก็เดินนำหน้าผมอย่างกับเป็นเจ้าของหอพักเอง ตอนนี้ผมไม่มีแรงจะไปต่อสู้กับมันหรอกครับ...รอให้หายก่อนเหอะ จะยันมันโครมแบบทบต้นทบดอกกันเลยทีเดียว


และตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นมา ชีวิตประจำวันของผมก็วนเวียนอยู่แต่ในหอ กับร้านอาหาร อีกทั้งยังมีจงฮยอนคอยมาบังคับให้ผมกินยากินข้าวให้ตรงเวลา ถ้าเป็นคนอื่นมาบอก ผมคงต้อง(จำใจ)กินแต่โดยดี แต่เพราะนี่เป็นจงฮยอน ผมเลยดื้อเป็นพิเศษ


“กิน”


“ไม่”


“สัด อย่าดื้อ...ไม่งั้นกูจะฟ้องแทมิน”


“ถุ้ย กูเพิ่งโทรไปบอกน้องเค้าว่ากูไม่สบาย วันนี้เลยขอหยุดสอน เค้าไม่มาให้มึงฟ้องหรอก!”


“โห มึงบอกงั้นแทมินยิ่งรีบมาเลยกูขอบอก”


แล้วก็จริงครับ แทมินมาหาผมในช่วงบ่าย เราคุยกันด้วยความสนิทสนมเหมือนเคย แต่พอแทมินถามถึงมินโฮ ผมกลับตอบคำถามนั้นด้วยความเงียบ แล้วยักไหล่ทำเป็นเหมือนไม่สนใจว่ามินโฮจะไปไหน


“สงสัยไปจีบสาวมั้ง~?”


แทมินไม่ขำด้วย ผมเลยต้องหาเรื่องอื่นมาเปลี่ยนประเด็นในการคุย กว่าจะผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ก็ยากพอดูเพราะแทมินพยายามวกกลับเข้ามาอยู่เรื่อย แต่ก็ต้องถอดใจเมื่อเห็นว่าผมยังคงหลีกเลี่ยงไปเรื่อย


“ไม่ถามต่อก็ได้...แต่ถ้ามีอะไรก็บอกผมได้ตลอดนะ”


“อ่ะ..อือ”


น้องกลับไปพร้อมกับคู่บ้าจงอนในช่วงเย็น ก่อนหน้าที่พวกมันจะออกจากห้อง ผมก็โดนมันสั่งให้กินข้าว กินยา สั่งให้ห่มผ้านอน พอสมใจมันแล้ว จงฮยอนมันก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคง่ายๆว่าให้โทรมาได้24ชั่วโมง มันทำให้ผมรู้ว่ามันนี่แหละ เป็นเพื่อนแท้ของผมจริงๆ


อาการของผมดีขึ้นในเช้าวันจันทร์ เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กแผดเสียงดังลั่นเหมือนอัดอั้นมานาน ผมขมวดคิ้วทั้งสองข้างก่อนจะจำใจพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งได้ในที่สุด ในขณะที่เสียงเพลงยังคงทำหน้าที่ปลุกเจ้าของของมัน ผมก็เอาแต่เหม่อ(เรียกง่ายๆว่าอู้) จนกระทั่งความอดทนหมดลงกับเสียงเพลงที่ผมเคยชอบเสมอ แต่มา ณ จุดๆนี้นี่โคตรรำคาญเลยครับ เสียงมันจึงเงียบลงด้วยนิ้วโป้งของผมที่กดปุ่มสั่งมันให้หุบปากเสียที!


ผมรีบอาบน้ำแต่งตัว หยิบหนังสือที่จะใช้เรียนวันนี้ ก่อนจะมองดูหน้าปัดนาฬิกาแล้วได้แต่ยิ้มในใจเมื่อเห็นว่าวันนี้ทำเวลาได้เร็วกว่าปกติ สงสัยจะได้ฤกษ์ทานอาหารเช้าที่โรงอาหารกลาง


ทว่าพอเปิดประตูห้องพักเท่านั้นล่ะ ผมก็เห็นถุงพลาสติกแขวนอยู่ที่ลูกบิดประตู


“ของใครวะ...?”


ถามกับตัวเองขณะหยิบถุงขึ้นมาสำรวจดู ข้างในเป็นแซนวิชแฮมชีสของโปรดของผม แน่นอนว่าจำนวนสองคู่...ไออุ่นแผ่บนฝ่ามือของผมขณะมองดูของที่ใส่ไว้ในถุงพลาสติกสีขาวขุ่น ไม่ต้องบอกก็รู้ ไม่ต้องทิ้งโน้ตอะไรไว้ก็รู้....รู้ว่าเจ้าของแซนวิชในมือของผมคือใคร...


มองไปทางซ้ายขวาเพื่อหาใครคนนั้น แต่กลับไม่มีแม้แต่เงา จนผมต้องยอมถอดใจกลับเข้าห้องไปพร้อมกับแซนวิชแฮมชีส ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้มินโฮซื้อเจ้านี่มาฝากไว้แบบนี้ อาจจะได้ยินเรื่องที่ผมเป็นโรคกระเพาะล่ะมั้ง...อดดีใจนิดๆไม่ได้ว่ามินโฮไม่ได้หายไปจากชีวิตของผมจริงๆ


และที่มั่นใจว่าเป็นมินโฮก็เพราะผมเพิ่งเริ่มมาติดแซนวิชนี่ตอนเข้ามหาวิทยาลัย จงฮยอนไม่รู้ว่าผมต้องทานแซนวิชทุกเช้า และแน่นอนว่าคนที่ทำให้ผมติดเจ้าของกินทรงสามเหลี่ยมก็คือรูมเมทของผม...คือชเว มินโฮ


มินโฮทำแบบนี้อยู่ได้ประมาณสามสี่วัน แต่มันก็นานพอจะทำให้ผมรู้สึกกระวนกระวายใจ เพราะแทนที่มินโฮจะเข้ามาวางแซนวิชไว้ในห้อง...มันกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งหมด ถึงแม้จะรู้ว่ามินโฮยังคงเป็นห่วง แต่ยิ่งทำแบบนี้ก็ยิ่งเหมือนกับว่าระยะของเราสองคนห่างไกลกันทุกที...


ไม่ใช่เพียงแค่แซนวิช แต่เป็นร่ม เป็นกระดาษโน้ต เป็นอะไรหลายๆอย่างที่คอยเตือนผมอยู่เสมอ...


และทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่ผมกลับไม่เห็นหน้าของมินโฮมาร่วมสองอาทิตย์แล้ว...


จากสิ่งเหล่านั้นทำให้ผมตัดสินใจตื่นให้เช้าขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว นั่นก็เพื่อมานั่งรอใครบางคน...วันนี้ผมมีเรียนตอนเก้าโมงครึ่ง แต่จำได้ว่ามินโฮไม่มีเรียน ผมกำลังพนันกับตัวเองว่า