50% ★ งานที่19 : สมมติว่า

posted on 26 Oct 2009 01:54 by re-verse1108

50% ★
งานที่19 : สมมติว่า

 

 

“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้อ่ะมึง...”


คิมจงฮยอนมองคนที่เพิ่งเล่าเหตุการณ์ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาจบเรียบร้อย


“มึงก็เลยบอกฝันดีเพราะไม่รู้จะพูดอะไรงั้นสิ”


คิมจงฮยอนกำลังพูดถึงเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมาอยู่


“เออ...”


“ควาย...”


“ด่ากูอีก...สัด”


คิม จงฮยอนถอนหายใจอีกรอบของวันเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่เพื่อนสนิทตรงหน้าโทรมาเพื่อตะโกนโหวกเหวกโวยวายเรื่องที่เดือนเศรษฐศาสตร์กระทำการอุกอาจสารภาพรักแบบอ้อมค้อมแต่ต่อยหนักกว่าคู่ต่อสู้อย่างเด็กเตรียมเอนท์ชื่ออี แทมินเป็นล้านเท่า


แต่เพราะว่าง่วงโคตรๆก็เลยฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างจนต้องมานั่งฟังมันอีกทีตอนเช้าของวันนี้ไงล่ะ


คีย์นั่งนิ่งไปสักพักก่อนจะหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวเข้าปากเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่ซื้อมายังไม่ได้แตะเลยสักคำเพราะมัวแต่เล่าเรื่องราวอันน่าสับสนวุ่นวายให้เพื่อนฟังอยู่ เขาลากคิม จงฮยอนมาโรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัยตั้งแต่หัววัน สภาพโดยรวมของสถานที่นั้นสงบจนแทบได้ยินเสียงจิ้งหรีดเดินเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งคนส่วนใหญ่พากันกลับบ้านหมด ไม่เว้นแม้แต่เดือนเศรษฐศาสตร์ที่ตอนนี้กลับไปโฉบที่บ้านชั่วคราวแบบไม่ค้างคืนเพราะวันนี้วันเกิดคุณแม่


ทำไมคีย์ถึงรู้น่ะเหรอ...?


ก็เพราะตอนเช้าไอ้เดือนที่ว่ากลับมาเอาของน่ะสิ...


ผมนั่งมองลูกชิ้นปลากลมๆที่เด้งไปเด้งมาบนจานข้าวสีฟ้า...


ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเมื่อตอนประมาณหกโมงเช้าได้ เป็นเรื่องน่าแปลกประหลาดมากเพราะผมไม่เคยคิดจะตื่นเช้าอะไรได้มากมายขนาดนี้ แต่ก็นั่นล่ะ, ผมขยุกขยิกตัวไปมาบนเตียงนอนเพื่อพยายามจะนอนต่อ แต่ทันทีที่ผมจะเคลิ้มหลับนั่นเอง...เสียงไขประตูก็ดังขึ้น ก่อนจะตามด้วยเสียงเปิด...และปิด ถึงแม้มันจะเบาสักแค่ไหน แต่เสียงตอนปลดล็อคมันก็ยังดังอยู่ดีนั่นล่ะ


และคนที่จะปลดล็อคได้ก็คือคนที่มีกุญแจ


และคนที่มีกุญแจ....


ก็คือชเว มินโฮ...


ตัวผมแข็งทื่ออย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเกิดวีรเวรรกรรมอะไรระหว่างผมกับมัน(พูดอย่างกับเสียตัวให้มันแล้วก็ไม่ปาน) พยายามกระเถิบตัวเองหันหน้าเข้าหากำแพงซ่อนใบหน้าภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ใช่ครับ, ผมแกล้งทำเป็นนอนหลับ เป็นสถานการณ์เดียวกับนิทานอีสปที่เรียกว่าเจอหมีให้แกล้งตาย


ดูเหมือนช่วงนาทีแรกๆยังได้ผลอยู่ครับ เพราะชเว มินโฮเดินเสียงเบามาก...หยิบโน่นนี่นั่นด้วยเสียงที่เรียกว่าโจรย่องเบายังอาย แต่แล้วทุกอย่างมันก็เงียบเกินไปครับ จนผมได้ยินเสียงกลั้นขำเบาๆ แต่ก็ไม่ได้โผล่หน้าไปให้มันเห็นหรอกนะครับ


“คีย์...”


แอ๊บเงียบครับ


“คีย์...”


เอาสิ...มึงเรียกอีกรอบกูก็จะแอ๊บเงียบอีกรอบ


“ตื่นอยู่รึเปล่า...หืม?”


ไม่พูดเปล่า ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงผมด้วยนี่สิ แต่ยังหรอก ผมยังแอ๊บเงียบต่อ


“หูแดง...”


“ฮื่อออ...” ไม่พูดเปล่า มินโฮยื่นมือมาแตะหูของผม มิน่ามันถึงรู้ว่าผมตื่นอยู่ หูกูทำพิษนี่เอง...ผมเลยแอ๊บแกล้งทำเป็นโดนขัดจังหวะการนอนที่แสนรื่นรมย์ “ง่วง”


ครับ ยอมรับครับ...เป็นง่วงที่เสียงชัดแจ๋วไม่เหมือนคนง่วงเลย


“อือ ง่วงก็ง่วง”

ยอมให้หลอกด้วยว่ะ


“วันนี้กลับบ้านนะ พอดีเป็นวันเกิดแม่น่ะ...”


“ฮื่อ...เบิร์ทเดย์ รักหม่าม๊า...” ผมแอ๊บพูดเหมือนคนละเมอ มินโฮหัวเราะเบาๆกับคำพูดของผมก่อนจะตอบอือในลำคอให้พอรู้ว่ารับรู้แล้ว


“คืนนี้...” มินโฮหยุดนิ่งเหมือนใช้ความคิด ผมเองก็นิ่งนะครับ...คืนนี้ทำไมวะ “จะรีบกลับมานะ”


“อะ..อือ”


แอ๊บไม่ได้แล้วครับ...เสียงมันตะกุกตะกักแล้ว


“กลับมาดูบอล ห้องเพื่อนไม่มีทีวี”


“...” โห ไอ้เลว กูนึกว่าอะไร


มินโฮหัวเราะอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคีย์นิ่งไปถนัดตากับประโยคเมื่อครู่ มือหนาเอื้อมไปลูบเส้นผมของคนที่หลบซ่อนใบหน้าอยู่ภายใต้ผ้าห่ม เขายิ้มบางๆเมื่อเห็นว่าร่างนั้นสะดุ้งเล็กน้อยกับสัมผัสของเขา ในขณะที่คีย์หลับตาแน่นเมื่อมือหนาแตะที่เส้นผมของตน ถึงจะรู้ว่ามันจะไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่เขาก็ยังอดที่จะสะดุ้งไม่ได้...ฮือ ก็ตลอดทั้งชีวิตเคยมีผู้ชายมาลูบผมตอนตื่นนอนมั้ยล่ะวะ ฮือ...


“ไปนะ”


“ฮะ...ฮื่อ...”


“แล้วจะบอกแม่ให้...ว่าคีย์ฝากเบิร์ทเดย์”


“บอกด้วยว่ากุรักแม่มากๆ”


มินโฮยกยิ้ม “แม่ใครกันแน่ ฮึ?”


“ไม่รู้ ต้องบอกด้วย” ผมพูดในระดับเสียงที่ดังขึ้นก่อนจะรู้ตัวว่าเกิดลิมิตคนง่วง “ชิ่วๆ...ง่วง จะนอนแล้ว”


“อือ ครับผม”


“สัด อย่ามานั่งหน้าแดง”


ปุ๊ง!...จบการย้อนความทรงจำของเมื่อเช้านี้ด้วยประโยคของคิม จงฮยอน


ผมจัดการใช้ส้อมจิ้มลูกชิ้นปลาที่นั่งเขี่ยตั้งแต่เริ่มย้อนความดังปั่ก!แล้วเอาเข้าปากอย่างไม่เกรงกลัวว่าใครจะมาถ่ายคลิปไปเผยแพร่ว่าเดือนวารสารกินข้าวได้อุบาทว์มากเท่าไหร่


“แล้ว...แล้วเป็นมึง มึงทำตัวถูกเหรอวะ...สองคนในเวลาเดียวกัน แถมเป็นชายทั้งคู่...คือกูจีบหญิงมาตลอดชีวิตอ่ะมึง”


“ก็จริงว่ะ...” มันทำหน้าเออออเห็นด้วยไปกับผม


“เห็นป่ะ” ผมทำหน้าตาจริงใจก่อนจะกรอกตาไปมา “แล้ว...มึงก็ด้วยอ่ะ ไหงไปลงเอยกับอนยูวะ ตอนม.ปลายกูยังเห็นมึงหลีพี่เจสโรงเรียนข้างๆอยู่เลยนี่”


“ตอนนั้นก็ส่วนตอนนั้นสิวะ ตอนนี้ก็ส่วนตอนนี้”


“อ่ะเหรอ...แล้วอะไรทำให้มึงมาชอบผู้ชายวะ” ถ้ามีกระจก...ผมคงจะอ่านหน้าตัวเองได้ว่าอยากรู้อยากเห็นสุดๆ จงฮยอนหัวเราะก่อนจะยื่นมือมาดีดหน้าผากผมเบาๆ แต่มันก็เจ็บนะฮะ ผมคลำหน้าผากตัวเองมองไอ้เพื่อนสนิทตรงหน้าที่กำลังคิดหาคำตอบ


“ไม่ใช่อะไรเปลี่ยนให้กูมาชอบผู้ชายเว้ย...กูแค่ชอบจินกิ...”


ผมพยักหน้า แต่ก็ยังมิวายขมวดคิ้ว “แล้วอี จินกิไม่ใช่ผู้ชายเหรอวะ”


“ก็กูชอบแค่คนนี้”


“กูล่ะเขินแทน” ผมปิดตาด้วยมือทั้งสองข้าง เขินจริงๆครับถึงจะไม่เท่าไอ้เมื่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็เหอะ แต่ไอ้จงฮยอนแม่งเล่นพูดถึงเดือนนิติศาสตร์ด้วยคำพูดตรงๆแถมหน้าตามีความสุขแบบนั้นมันก็เขินดิครับ


“แล้ว...” ...แล้วอะไรทำให้มึงแน่ใจว่ามึงชอบผู้ชายคนนี้วะ ผมกำลังจะถามมันด้วยคำถามนี้ แต่เสียงเรียกเข้ามือถือก็ดังขัดขึ้นมาก่อน จงฮยอนยกมือขอเบรคเมื่อได้ยินเสียงเพลงเรียกเข้าประจำตัว ใช่ครับ มีแค่คนเดียวนั่นก็คืออี จินกิที่กำลังเป็นประเด็นในบทสนทนาของพวกเรา


“ตายยาก” ผมแกล้งบ่น


“ของสูงของกู!” แหนะ...กูว่าละคำนี้


“วู้ กูล่ะเบื่อ” แต่ยิ้มอยู่นะครับ


รอไปอีกสักพักมนุษย์หน้าตาแป้นแล่นสุดน่ารักก็เดินมาถึงโรงอาหารกลางพร้อมกับรอยยิ้มเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน อนยูทิ้งตัวนั่งลงข้างๆจงฮยอนก่อนจะเอ่ยปากบ่น


“ออกมาไม่เห็นบอก”


“ก็นึกว่านอนอยู่นี่” จงฮยอนบอกด้วยท่าทางสบายๆ แล้วแปะมือลงบนหัวของอนยู พวกมึงทำอะไรเกรงใจกูบ้าง กูนั่งหัวโด่อยู่เนี๊ยะ...แต่ เอ๊ะ...ประโยคเมื่อกี้แปลกๆ


“หมายความว่าไงไอ้ก็นึกว่าเนี๊ยะ...ทำอย่างกับไม่ได้นอนห้องเดียวกัน” ผมถาม


“ก็ใช่อ่ะสิ” อนยูพยักหน้า “เมื่อคืนมินโฮมานอนที่ห้อง จงฮยอนเลยต้องไปนอนกับเมทเก่า ดีนะที่เมทอีกคนกลับบ้านไปตั้งแต่วันศุกร์แล้ว จงฮยอนเลยมีที่นอน”


เอ่อะ...เพื่อนที่ว่า คืออี จินกิจริงๆด้วยสินะ...ชเว มินโฮ

สร้างความเดือดร้อนอย่างไม่เกรงใจคนอื่นจริงๆ -_-


“แล้ว...” พอเริ่มคำนี้ทีไรเป็นสัญญาณว่าอนยูโหมดของสูงกำลังจะเริ่มต้นทันที “ทะเลาะอะไรกับมินโฮเหรอ”


“เปล่า...” ผมส่ายหัวปฏิเสธเป็นพัลวัน “มันไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเหรอ”


“ก็เปล่าน่ะสิ” หน้าตายดีจริงๆอี จินกิ ผมพยักหน้าแล้วทำตัวเงียบนั่งจิ้มลูกชิ้นลูกต่อไป(ยังไม่หมดง่ายๆ) แต่การกระทำอย่างนี้คงจะดูมีพิรุธเกิน ผมเลยจิ้มลูกชิ้นแล้วยัดเยียดเข้าใส่ปากของคิมจงแก้เก้อ...


“อุ๊บ...ยัดมาได้ ไปป้อนให้แทมินไป!” ว่าแล้วคิมจงก็ไอค่อกแค่ก ก่อนจะปิดท้าย... “หรือจะชเวโฮล่ะ!”


“สัด!”


“อ้อ...” แหนะ...เสียงแบบนี้จากอี จินกิ...ไม่อยากจะคาดเดาเลยครับ เด็กนิติศาสตร์นี่ฉลาดกันทุกคนรึเปล่าวะ ผมหันไปสบตาอนยูแล้วยิ้มแหยๆให้ก่อนจะก้มหน้าจิ้มลูกชิ้นยัดเข้าปากต่อ


“อ...อันนี้อร่อยนะอนยู กินมั้ย...ป้อน ป้อน” ทำเป็นยิ้มสู้ครับ อนยูอ้าปากรับลูกชิ้นครับ รู้สึกโล่งใจนิดๆ ผมวางส้อมแล้วเปลี่ยนไปดื่มน้ำแทน...แต่ก็เท่านั้นแหละ เพราะฮุคต่อมาของเดือนนิตินี่เจ็บแสบมาก!


“มันบอกไปแล้วสิ?”


พรวด!


“เฮ้ย!!!” อันนี้คิมจง...


“แค่ก แค่ก!!” อันนี้คิมคีย์...


“จริงด้วยสินะ...” ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าของสูง TOT!!


“ดูก็รู้เลยเหรอ TAT” ผมหันไปสบสายตากับอนยูที่นั่งมองผมด้วยสายตาที่ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่านึกอะไรอยู่ในใจ อนยูยื่นผ้าเช็ดหน้าที่พกมาให้จงฮยอน ก่อนจะหันมาสบตาผม...


“ไม่รู้ก็บ้าแล้ว”


TAT ...แอบคิดในใจว่าฟิคเรื่องอื่นจินกิรู้โคตรช้า แต่ทำไมเรื่องนี้โคตรไวเลยได้มั้ยครับ?


“เอ่อ...เหรอวะ...ฮือ...”

ผมก้มหน้ามองลูกชิ้นเปียกน้ำในจานแบนๆตรงหน้า


“แล้วจะเอาไง?” คราวนี้เป็นจงฮยอนที่เป็นฝ่ายถาม อนยูเองก็พยักหน้ารับด้วยอีกคน เข้าคู่เข้าขากันจริงนะเว้ยไอ้สองคนนี้! กูล่ะหมั่นไส้!


ผมส่ายหน้าดิกๆ “ไม่รู้ดิ...”


ได้ฟังดังนั้นอนยูก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ณ วินาทีนี้ คิม คีย์บอมยอมรับเลยว่าไม่กล้าสบตาอนยูแม้แต่วินาทีเดียว คีย์กุมขมับแล้วถอนหายใจตามอีกคน


“คีย์” อนยูเรียก


“หืม”


“อายุเท่าไหร่แล้ว” แหนะ...มาแปลกว่ะคำถาม


“19...จะ 20แล้ว” ผมขมวดคิ้ว “ถามทำไมอ่ะ”


“โตแล้ว”


“หา...”


“ตัดสินใจเองได้แล้ว”


“ห๊ะ...”


“เรื่องแบบนี้ฟังคนอื่นเดี๋ยวก็เลือกพลาดพอดี” ครับ อี จินกิให้คำแนะนำแก่ผมแบบนี้ เป็นประโยคร้ายกาจพอตัว และยิ่งเสริมความร้ายกาจมากยิ่งขึ้นด้วยใบหน้ารอยยิ้มอย่างใสซื่อสวนทางกับคำพูดมากเลยว่ะ


“เอ่อ...นั่น...นั่นสินะ”


“อื้อ”


=_= คือถ้ากูเลือกได้กูไม่มานั่งหัวโด่งี้หรอกคร้าบบบ


ว่าแล้วอนยูก็ยกยิ้มพิมพ์ใจอีกรอบ


“คิดดีๆนะ ว่าจะเป็นน้องสะใภ้เรา หรือแฟนของเพื่อนสนิทเรา ฮึฮึ”

 



น่ากลัวสัดสัด!

 


พวกเราจัดการยกจานข้าวไปเจ็บไว้บนชั้นวางจานข้าวที่ใช้เสร็จแล้ว ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองก่อนจะพบว่าอีกสิบห้านาทีจะได้เวลานัดของพวกรุ่นพี่เอกฟิล์ม ผมบอกขอตัวแยกพวกมันสองคนด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่งยวด...โดยเฉพาะไอ้คิมจงฮยอนที่มองผมแล้วลูบหัวซ้ำไปซ้ำมา ฮือฮือ ของสูงของมึงให้กูเลือกระหว่างน้องสะใภ้กับแฟนเพื่อน มึงว่ากูควรเลือกอะไรวะ? หรือไม่ควรเลือกเลย...หรือเลือกแม่งทั้งสองคนเลยดีวะ! (แต่ตัวเลือกหลังคงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่นัก...)


แต่ก่อนที่ผมจะขึ้นรถNGVสายที่สามไปคณะวารสารศาสตร์นั้นเอง จู่ๆผมก็หันไปถามอนยูอย่างนึกสงสัยภายในใจ


“อนยู จงฮยอน”


“หืม”


“ที่หอพวกแกมีทีวีป่าวอ่ะ” ผมถาม...เมื่อนึกได้ถึงเหตุผลที่มินโฮบอกเอาไว้กับผมเมื่อเช้านี้


“อื้อ มีสิ ทำไมเหรอ”


พอได้รับคำตอบ ผมก็รีบส่ายหน้าบอกไม่